ครม.ไฟเขียว ‘สิทธิมนุษยชน’ เป็นวาระแห่งชาติ

ครม.ไฟเขียว 'สิทธิมนุษยชน' เป็นวาระแห่งชาติ

 

       พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบและประกาศให้ใช้วาระแห่งชาติเป็นเรื่อง สิทธิมนุษยชนร่วมขับเคลื่อน Thailand 4.0 เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (วาระแห่งชาติฯ) ตามที่กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) เสนอ โดยให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องนำวาระแห่งชาติฯ ไปสู่การปฏิบัติเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งให้รายงานผลการดำเนินงานตามวาระแห่งชาติฯ ตามที่ กระทรวงยุติธรรม กำหนดภายในเดือน พ.ย.61 และปี 62 และให้รับความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงคมนาคม สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) และสำนักงบประมาณไปประกอบการพิจารณาดำเนินการต่อไป       

และให้กระทรวงยุติธรรมนำประเด็นที่ยังไม่สามารถดำเนินการให้บรรลุได้ตามแผนสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2557-2561) และข้อเสนอแนะด้านสิทธิมนุษยชนจากหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศมากำหนดเป็นตัวชี้วัดด้วย โดยกระทรวงยุติธรรม ควรชี้แจงทำความเข้าใจกับหน่วยงานต่างๆ ถึงแนวทางการดำเนินงานและการจัดทำรายงานตามตัวชี้วัดดังกล่าวด้วย ส่วนประเด็นที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNHRC) เสนอแนะให้รัฐบาลไทยพิจารณาทบทวนในการประชุมประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนไทยที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ประกอบด้วยประเด็นสำคัญ 7 ประการดังต่อไปนี้

(1) การใช้มาตรา 44 และมาตรา 279 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ซึ่ง UNHRC มองว่าเป็นการใช้อำนาจแบบเบ็ดเสร็จ เป็นกฎที่ล้าหลัง และเปิดช่องให้มีการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของพลเรือน โดยที่ คสช.ไม่ต้องรับผิดในภายหลัง 

(2) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) ไม่มีคุณภาพ ถูกลดสถานะจากเกรดเอ มาเป็นเกรดบี เนื่องจาก UNHRC ไม่มั่นใจเรื่องความโปร่งใสในการดำเนินงานและคัดเลือกคณะกรรมการของ กสม. พร้อมทั้งแนะนำว่า กสม.ควรจะดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพและอิสระภาพมากกว่าที่เป็นอยู่

(3) ความไม่เท่าเทียมทางเพศ เชื้อชาติ ศาสนา โดย UNHRC ระบุว่าแม้ไทยจะบังคับใช้กฎหมายด้านความเท่าเทียมระหว่างเพศ พ.ศ. 2558 เพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ แต่ มาตรา 17 ของกฎหมายฉบับนี้ยังอนุญาตให้มีการกีดกันทางเพศบนพื้นฐานของความเชื่อทางศาสนาและความมั่นคงของรัฐ และยังแสดงความกังวลต่อการกีดกันและการใช้ความรุนแรงต่อกลุ่ม LGBTI กลุ่มชาติพันธุ์ และกลุ่มคนไร้สัญชาติ

(4) โทษประหาร เนื่องจากโทษประหารของไทยถูกบังคับใช้ในคดีที่ไม่ใช่ความผิดอาญาร้ายแรงด้วย อย่างเช่น การทุจริต ติดสินบน หรือยาเสพติด UNHRC จึงมองว่าไทยมีการตัดสินโทษประหารในแต่ละปีค่อนข้างมาก อยากให้รัฐบาลตรวจสอบระบบยุติธรรมและการดำเนินการทางกฎหมายเพื่อให้แน่ใจว่าโทษประหารจะถูกใช้กับคดีที่มีความรุนแรงที่เกี่ยวข้องกับการฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาเท่านั้น

(5) การซ้อมทรมานและอุ้มหาย ซึ่ง UNHRC เรียกร้องให้ไทยประกาศใช้พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการบังคับบุคคลให้สูญหายโดยทันที รวมทั้งจัดตั้งกลไกป้องกันการทรมานระดับชาติ เพื่อรับประกันการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม

(6) การค้ามนุษย์ เนื่องจากไทยมีการใช้แรงงานผิดกฎหมายอย่างแพร่หลายทั้งในอุตสาหกรรมประมง การเกษตร หรือในภาคครัวเรือน และยังมีการใช้แรงงานเด็กและแรงงานต่างด้าวโดยผิดกฎหมาย ไทยจึงจำเป็นต้องมีระบบคัดกรองบุคคลเหล่านี้ ก่อนดำเนินการส่งกลับประเทศต้นทาง

(7) มาตรา 112 และศาลทหาร โดย UNHRC เรียกร้องการละเว้นไม่ให้ใช้กฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ การอ้างภัยต่อความมั่นคง การหมิ่นประมาททางอาญาและกฎหมายอาชญากรรมคอมพิวเตอร์ เป็นเครื่องมือในการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความเห็นต่อนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน นักวิชาการ สื่อมวลชน และนักกิจกรรมการเมือง รวมทั้งดูแลให้กระบวนการพิจารณาคดีมีความโปร่งใสและเป็นกลาง และให้โอนคดีพลเรือนทุกคดีจากศาลทหารไปดำเนินการในศาลพลเรือน

ที่มา : sanook


 สนใจ ทำSEO ทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับ 1 ของหน้า google หรือทำเว็บไซต์ให้ปรากฏอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุด ของผลการค้นหาผ่าน Search Engine ด้วย Search Keyword ที่เกี่ยวข้องกับ ธุรกิจ ข้อมูล เนื้อหา บทความ สินค้าและ บริการ ที่นำเสนอผ่านเว็บไซต์ของเรา โดยรักษาให้อยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุดเสมอ เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางการติดต่อระหว่างร้านค้าและลูกค้าให้เป็นที่รู้จักและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น สนใจทำSEOมาทางนี้เลย! เรายินดีให้คำปรึกษา ด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญระดับมืออาชีพ คลิกเลย!  รับทำ SEO

ครม.ตั้งกรศิษฏ์เป็นผู้ว่าการ กฟผ. คนที่13

ครม.ตั้งกรศิษฏ์เป็นผู้ว่าการ กฟผ. คนที่13

           ครม. แต่งตั้ง “กรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์” เป็นผู้ว่าการ กฟผ. คนที่ 13 แทน ‘สุนชัย คำนูณเศรษฐ์’ ที่หมดวาระ มีผลตั้งแต่วันที่ลงนามในสัญญาจ้าง

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ รองผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าการ กฟผ. แทน นายสุนชัย คำนูณเศรษฐ์ ผู้ว่าการ กฟผ. ที่หมดวาระ โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ลงนามในสัญญาจ้างเป็นต้นไป

นายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ผู้ว่าการ กฟผ. คนที่ 13 เกิดเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2501 อายุ 58 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมเครื่องกล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผ่านการอบรมหลักสูตรต่าง ๆ อาทิ หลักสูตร Advanced Management Program จาก Harvard Business School สหรัฐอเมริกา หลักสูตรการบริหารเศรษฐกิจสาธารณะสำหรับนักบริหารระดับสูง สถาบันพระปกเกล้า หลักสูตร Senior Executive Program สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ เป็นต้น 

ด้านประวัติการทำงานที่ กฟผ. ปี พ.ศ. 2551 ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายบำรุงรักษาโรงไฟฟ้าบางปะกง ปี พ.ศ. 2554 ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า 3 ปี พ.ศ. 2556 ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการพัฒนาธุรกิจ ปี พ.ศ. 2558 ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการผลิตไฟฟ้า โดยมีผลงานที่โดดเด่นคือ การนำระบบ Asset Management มาใช้ในการบริหารจัดการงานเดินเครื่องในโรงไฟฟ้า และนำระบบ Turnaround Management มาใช้ในการบริหารจัดการงานบำรุงรักษาโรงไฟฟ้า 

ผู้ว่าการ กฟผ. คนที่ 13 มีวิสัยทัศน์ในการนำพา กฟผ. ให้เป็นองค์กรที่ได้รับการยอมรับจากสังคมโดยรวม โดย กฟผ. จะต้องเป็นองค์การที่มีธรรมาภิบาล มีการบริหารงานที่ดีมีประสิทธิภาพสูง มีประสิทธิภาพการดำเนินงานเป็นเลิศ เป็นองค์การที่สังคมไว้วางใจและเป็นความภาคภูมิใจของชาติ และเป็นองค์การที่มีฐานะการเงินมั่นคงเพียงพอต่อการขยายงานต่อไปในอนาคต 

ที่มา:sanook